3 เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดฉบับธุรกิจ E-Commerce

9

ธุรกิจ E-Commerce กำลังเติบโตเป็นอย่างมากในประเทศไทย ซึ่งตลาดของธุรกิจนี้จัดเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการหมุนเวียนของเงินที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยจำนวนธุรกิจที่เปิดเพิ่มขึ้นเข้ามาแบ่งพื้นที่กันในตลาดอย่างล้นหลาม นับว่าเป็นอีกตลาดธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก ๆ วันนี้เราเครื่องมือการตลาดดี ๆ ที่เหมาะกับการทำการตลาดเจาะกลุ่มธุรกิจ E-Commerce มาฝาก

การตลาดเจาะกลุ่มธุรกิจ E-Commerce

เครื่องมือที่ช่วยทำการตลาดฉบับธุรกิจ E-Commerce

E-Commerce เป็นธุรกิจที่ทำการซื้อขายสินค้าหรือโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยสื่อที่ได้รับความนิยมคือ วิทยุ โทรทัศน์ และอย่างสุดท้ายซึ่งเป็นช่องทางที่มียอดการใช้งานสูงที่สุดอย่างอินเทอร์เน็ต ที่นับว่าเป็นช่องทางรองรับการใช้สื่อที่หลากหลายทั้งข้อความ เสียง ภาพ และวิดีโอที่ใช้ทำธุรกิจผ่านทางเว็บไซต์ทางการของคุณ หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ

จะเห็นได้ว่าด้วยความหลากหลายของสื่อที่สามารถเผยแพร่ได้บนช่องทางอินเทอร์เน็ต พร้อมกับระบบการสื่อสารที่สามารถโต้ตอบได้แบบเรียลไทม์ในบางแพลตฟอร์ม ดังนั้นการใช้เครื่องมือและกลยุทธ์การตลาดแบบ E-Commerce จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่จะส่งผลให้เกิดวงจร Costumer Journey ที่สมบูรณ์ ส่วนจะมีเครื่องมือและกลยุทธ์แบบไหนที่เหมาะสมกับการตลาดสำหรับธุรกิจ E-commerce บ้าง มาดูกัน!

SEO (Search Engine Optimization)

เป็นที่คุ้นหูกันอย่างดีสำหรับ  SEO (Search Engine Optimization) หนึ่งในเครื่องการตลาดที่เหมาะสมกับธุรกิจ E-Commerce เป็นอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมโดยทั่วไปของผู้บริโภคมักค้นหาสินค้าหรือบริการที่สนใจก่อนตัดสินใจซื้อผ่าน Search Engine การทำ SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ทางการของคุณติดในอันดับแรก ๆ แบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณา จึงตอบโจทย์เป็นอย่างมากสำหรับแบรนด์ที่ต้องการให้ลูกค้าเข้าถึงและมีปฏิสัมพันธ์กับทางแบรนด์ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มการรับรู้และความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้อีกด้วย

Google Ads (Google AdWords)

Google Ads (Google AdWords) บริการออนไลน์จาก Google ที่จะเก็บค่าโฆษณาตามจำนวนครั้งที่ปรากฏหรือจำนวนครั้งที่ผู้ใช้งานคลิกเข้ามา เป็นเครื่องมือการตลาดที่ธุรกิจ E-Commerce ควรเลือกใช้ ด้วยความสามารถที่จะช่วยให้มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งช่องทางที่จะให้โฆษณาหลัก มีอยู่ทั้ง 2 ช่องทาง

  • Search Network: ช่องทางการโฆษณาแบบข้อความบนหน้าผลการค้นหาของ Google ที่เรียกว่า SEM (Search Engine Marketing) หรือ Pay Per Click อาจจะคล้ายกับการทำ SEO แต่สิ่งที่ได้เปรียบคือเว็บไซต์ของคุณสามารถติดหน้าแรกการค้นหาได้ เพียงแค่ให้ระบบประมวลผล Keyword ที่ต้องการ โดยไม่ต้องรอเวลาปรับปรุงเว็บไซต์จนกว่าจะติดอันดับการค้นหาแบบ SEO
  • Display Network:  ช่องทางการโฆษณาบนเว็บไซต์แบบแสดงข้อความ รูปภาพ หรือวิดีโอ ซึ่งวิธีการนี้เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับแผนการตลาดธุรกิจ E-Commerce ที่ต้องการโปรโมทเว็บไซต์หรือสินค้าให้กลายเป็นที่รู้จัก โดยสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ ทั้งยังสามารถนำไปลงโฆษณาในพื้นที่เว็บไซต์สื่อดังได้ในราคาที่ถูกกว่าการซื้อพื้นที่สื่อโดยตรง

SMM (Social Media Marketing)

เครื่องการตลาดที่ธุรกิจ E-Commerce ต้องใช้ ย้ำว่าต้องใช้! เพราะพฤติกรรมของคนในปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่ามีการใช้โซเชียลมีเดียกันอย่างล้นหลามไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter, Instagram หรือ Line ดังนั้นธุรกิจของคุณจึงควรมีโซเชียลมีเดียอย่างน้อยหนึ่งช่องทางเป็นตัวเชื่อมระหว่างเว็บไซต์หลักกับผู้บริโภค วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถตอบโต้กับลูกค้าได้ทันที นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ช่องทางสังคมออนไลน์นี้ในการโปรโมทสินค้า พร้อมให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มการรับรู้และการเข้าถึงเว็บไซต์ธุรกิจของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นตัวช่วยซัพพอร์ตให้ติดอันดับ SEO ได้อีกด้วย

Previous articleรวม 4 บริษัทรับจัดเลี้ยงแต่งงานกรุงเทพฯ ระดับมืออาชีพ ราคาดี งานสวย
Next articleเปิดเหตุผลสำคัญ ทำไมหลายคนถึงเลือกพักโรงแรมซอยงามดูพลี